ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง

This slideshow requires JavaScript.

ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง

ในปี พ.ศ. 2533

บริษัท rs promotion

ได้เปิดตัวนักร้องคนใหม่

ทัช ณ ตะกั๋วทุ่ง

ในชื่ออัลบั้มชุดแรก

สัมผัส…ทัช

จากอัลบั้มชุดแรกนี้เอง

ส่งให้ชื่อของทัช ณ ตะกั่วทุ่ง

ก้าวขึ้นสู่การเป็นขวัญใจวัยรุ่น

ในการบันเทิงไทย

ช่วงยุค 90 ที่ผ่านมา

และมีผลงานในวงการบันเทิง

ต่อเนื่องมาจนถึงในทุกวันนี้

คุณทัช ณ ตะกั่วทุ่ง

เกิดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2512

เขามีชื่อจริงว่าขวัญทัช

มีชื่อเล่นในครอบครัวว่าป้อม

เติบโตมาในครอบครัว

ที่มีคุณพ่อคือ คุณเสรี

และคุณแม่มุกดา ณ ตะกั่วทุ่ง

คุณทัชมีน้องชายหนึ่งคน

ชื่อว่า คุณโก้

ซึ่งมีผลงานการถ่ายแบบ

ให้ได้เห็นกันในช่วงต้นยุค 90

คุณทัชมีน้องสาวหนึ่งคน

ชื่อว่า คุณพลอย

พื้นเพของตระกูลณ ตะกั่วทุ่ง

ของคุณพ่อของคุณทัชนั้น

เป็นคนในจังหวัดพังงา

แต่ตัวของคุณทัชนั้น

เติบโตมาในย่านบางแค

กรุงเทพมหานครนั่นเอง

ในช่วงวัยเด็กของเขา

ถูกเลี้ยงดูโดยคุณยาย

หรือแม่ใหญ่ที่ขอเขามาเลี้ยง

ด้วยความรักในตัวหลานคนแรก

จนเมื่อคุณทัชอายุได้ 6 ขวบ

แม่ใหญ่เสียชีวิตจากไป

เขาจึงกลับไปอยู่กับครอบครัว

โดยมีน้องชายเป็นเพื่อนเล่น

ในช่วงวัยเด็กของเขา

ในด้านการศึกษาของคุณทัชนั้น

เขาเริ่มต้นเรียนชั้นอนุบาล

ที่โรงเรียนอนุบาลสามเสน

จากนั้นจึงมาเข้าเรียนชั้นประถม

จนจบชั้นประถมปีที่ 6

ที่โรงเรียนปรินายก

และเรียนชั้นมัธยมต้น

ที่โรงเรียนทวีธาภิเษก

จากนั้นจึงเข้าเรียนต่อ

ในคณะบริหารและการตลาด

พาณิชยการธนบุรี

จนจบระดับชั้นปวช

ก่อนจะเข้าเรียนต่อ

ในวิชาเอกบริหาร

ที่พาณิชยการกรุงเทพ

โดยเขาสำเร็จการศึกษา

ระดับปริญญาตรี

จากคณะรัฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เส้นทางในการเป็นนักร้อง

นักแสดง ขวัญใจวัยรุ่น

ของคุณทัช ณ ตะกั่วทุ่งนั้น

มีแววมาตั้งแต่ยังเล็กเล็ก

จากการถูกชักชวน

ให้แสดงภาพยนต์

เรื่อง พ่อไก่แจ้

ที่มีคุณกรุง ศรีวิไล

รับบทพระเอกในเรื่อง

โดยขณะนั้นเขาอยู่ชั้นป.5

โรงเรียนวัดปรินายก

นอกจากนี้เขายังเป็นเด็กหนุ่ม

ที่สนใจในด้านกีฬาและดนตรี

มาตั้งแต่อยู่ชั้นประถมและมัธยม

นอกเหนือจากปิงปอง

และการเป็นนักกีฬาฟุตบอล

ในตำแหน่งโกลของทีมแล้ว

คุณทัชเข้าร่วมวงโยธาวาฑิต

ของโรงเรียนทวีธาภิเศก

ขณะที่เรียนอยู่ชั้นม. 2

เครื่องดนตรีชิ้นแรก

คือ ทรัมเปต

จากนั้นจึงสนใจในกลอง

และเริ่มต้นการเป็นนักร้อง

ให้กับวงดนตรีโรงเรียน

และเริ่มมีงานการแสดง

ร่วมกับวงดนตรีโรงเรียนมากขึ้น

ซึ่งสร้างประสบการณ์

ในงานด้านดนตรีให้เขาอย่างมาก

ในช่วงที่เขาศึกษาอยู่

ที่พาณิชยการธนบุรีนั่นเอง

ที่เขามุ่งมั่นเดินทาง

ในเส้นทางของการเป็นนักร้อง

โดยเริ่มการเป็นนักร้องอาชีพ

จากการเป็นนักร้องนำ

ให้กับวงดนตรีบรั่นดี

ในยุคที่คุณอ๊อด

โอภาส ทศพร

แยกตัวไปทำงานเพลงเดี่ยว

โดยเขาร้องเพลงประจำ

ก่อนจะออกมาฝึกฝน

การร้องเพลงและดนตรี

เพื่อเข้าประกวดดาวรุ่ง

ซึ่งทางช่อง 3 จัดขึ้น

ในปีที่คุณอาเธอร์ ปัญญะโชติ

คว้าตำแหน่งชนะเลิศไปครอง

แม้เขาจะเข้าเพียงรอบ 30 คน

จากการเลือกร้องเพลง

รักไป…ช้ำไป

ของคุณชรัส เฟื่องอารมณ์

ซึ่งไม่เหมาะกับเด็กหนุ่ม

ที่มีภาพพจน์สดใสเช่นเขา

แต่แววความโดดเด่นในตัว

ทำให้ได้รับการติดต่อ

จากคุณพิมพ์ยศ เรืองทอง

โปรดิวเซอร์มือทองของ rs

ซึ่งเป็นกรรมการในงานครั้งนี้

ก่อนจะมีการเซ็นสัญญา

สู่การเป็นนักร้องในสังกัด

ของบริษัท rs promotion

อัลบั้มชุดแรกของคุณทัช

ออกมาในชื่อว่า สัมผัส…ทัช

ในปี พ.ศ. 2533

โดยออกมาในภาพพจน์

ที่ทางต้นสังกัดวางไว้

โดยดึงจากบุคลิกของเขา

คือเด็กหนุ่มที่ร่าเริง สดใส

เก่งทั้งดนตรีและกีฬา

ทำให้วงการบันเทิงไทย

ในช่วงต้นยุค 90

ได้พบกับขวัญใจวัยรุ่นคนใหม่

ที่ได้รับเสียงกรี้ดจากสาวสาว

อีกทั้งในอัลบั้มชุดที่ 2

ในชื่อ ทัชธันเดอร์

ที่มีกลิ่นอายเพลงแนวแรพ

ซึ่งเป็นที่นิยมมากในขณะนั้น

แม้จะออกมาชนกับอัลบั้มชุดแรก

ของคุณเจ เจตริน วรรธนะสิน

ที่มีเเนวเพลงแรพเช่นกัน

แต่ทั้งสองกลับสร้างความโด่งดัง

ไม่น้อยหน้าไปกว่าใคร

และถือเป็นอัลบั้มเเจ้งเกิด

ของทั้งสองคน

บนถนนสายบันเทิงไทย

และถือเป็นขวัญใจวัยรุ่น

ที่ต่างก็โด่งดังอย่างมาก

ในช่วงยุค 90 ของเมืองไทย

และมีผลงานหลากหลาย

มาจนถึงในทุกวันนี้

นอกจากอัลบั้มชุดสัมผัสทัช

และ ทัช ธันเดอร์แล้ว

คุณทัชมีผลงานอัลบั้มเต็ม

ตามมาอีกหลายชุด

ไม่ว่าจะเป็นทัช มหัศจรรย์

Touch V-4 ทัช-ไซโคลน

Happiness ด้วยรักและจริงใจ

Sparkin-Touch Touch-My life

สายใยแห่งรัก สัมผัสทุ่ง

ลูกทุ่งแฟนตาซี

นอกจากนี้ยังมีอัลบั้มพิเศษ

ร่วมกับศิลปินท่านอื่นของ rs

เช่น อันปลั๊ก ดนตรีนอกเวลา

Super Teens The Celebration

Zodiac เก็บตะวัน

( Tribute To Itti Phalangkul)

รวมถึงอัลบั้มเพลงพิเศษ

ประกอบภาพยนต์และละคร

เช่น รองต๊ะ…แล่ปแปล่บ

เกิดอีกทีต้องมีเธอ

ภูติพิศวาส ปะการังสีดำ

รักไร้อันดับ แสงดาวฝั่งทะเล

ดอกรักบานหลังฝน

และ เทพธิดาโรงงาน

ผลงานเพลงต่างต่างของคุณทัช

ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ฟัง

ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2533 เป็นต้นมา

มีมากมายหลายเพลง

เช่น มาเพื่อลา มือที่สาม

ยังดีกว่า ไม่มีที่ไป

ห่วงฉันบ้างไหม เท้าไฟ

กลัวเบื่อ อยากรู้ความจริง

ไม่ใช่ดาว มือเปล่า

น้อยน้อยหน่อย สารภาพ

เกิดอีกทีต้องมีเธอ สู้

รักเธอไม่มีพรหมแดน

บอกรัก ด้วยรักและจริงใจ

เพราะเราผุกพัน แค่ดิน

กอดฉันอีกครั้ง ยอม

ใช่ว่าไม่รัก บันเทิงเริงใจ

ลื่น เส้นขนานของหัวใจ

กิ๊กเลย รักละลาย

อย่าร้องไห้…คนเดียว

สำหรับผลงานในด้านการแสดง

ที่คุณทัช ณ ตะกั่วทุ่งฝากไว้

ในด้านภาพยนต์มีดังนี้

รองต๊ะ…แล่ปแปลบ

เกิดอีกทีต้องมีเธอ

9 พระคุ้มครอง

เอ๋อ…เหรอ เด็กเดน

รวมถึงผลงานภาพยนต์

ในรูปแบบ vcd

เช่น ศพไร้เงา

และผลงานด้านการแสดง

ในรุปแบบละครโทรทัศน์

มีดังนี้ คือ เกิดแต่ตม

กระถินริมรั้ว ภูติพิศวาส

ปะการังสีดำ รักไร้อันดับ

พริกกับเกลือ เทพธิดาโรงงาน

แสงดาวฝั่งทะเล

ด้วยรักและจริงใจ – ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง

“ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง”(1): บทเรียนแห่งวันวาน

ย้อนกลับไปกว่า 15 ปีที่ผ่านมา หากเอ่ยชื่อของ “ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง” วัยรุ่นในยุคนั้นเป็นต้องร้องอ๋อ พร้อมกับภาพของผู้ชายหน้าใส เสื้อผ้ารองเท้าสีฉูดฉาด ท่าเต้นที่ไม่เหมือนใคร และบทเพลงฮิตอย่างมือที่สาม…

แต่อย่างที่หลายคนว่าไว้ ชีวิตเหมือนละคร

จากดาวที่เปล่งประกายอยู่บนท้องฟ้าก็พลันร่วงสู่เหวลึกเมื่อเขาเลือกเดินเข้าหาสิ่งยาเสพติด ซึ่งเพียงย่างก้าวที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวทำให้ชีวิตในวงการบันเทิงของนักร้องหนุ่มผู้นี้หายไปในพริบตา

ทัชถูกแบนผลงานต่างๆ ไปถึง 2 ปี และเมื่อหวนคืนสู่วงการบันเทิงอีกครั้งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป จากไอดอลขวัญใจวัยรุ่น ปัจจุบันเขามีสถานะเป็นเพียงนักร้องลูกทุ่งที่ต้องยอมรับว่ามิได้โด่งดังอะไรมากมาย และรับงานทุกอย่างแม้กระทั่งงานวัดตามต่างจังหวัด

วันวาน+บทเรียน
“ความจริงก็ไม่อยากพูดถึงมันอีก แต่ก็อยากให้น้องๆ ศิลปินหรือเยาวชนได้รับรู้ของพิษภัยยาเสพติด เพราะตัวผมเองได้รับโทษจากสังคม จากกฏหมาย จากต้นสังกัดไปแล้ว ก็ถือว่าช่วงนั้น มันเป็นบทเรียนสำหรับเราเลยก็ว่าได้” อดีตนักร้องดังหวนรำลึกถึงความผิดพลาดครั้งสำคัญในของตนเอง ก่อนท้าวไปถึงเส้นทางการเดินเข้าสู่วงการของตนเอง

“ตอนนั้นที่ผมเข้าวงการ ผมจำได้ว่า ผมไปประกวดร้องเพลง ตอนนั้นของช่อง 3 คอนเทสต์อะไรสักอย่าง ผมเป็นคนชอบร้องเพลงมาก ชอบตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ชอบเต้นชอบร้อง เวลาร้องเพลงก็ชอบเปิดวีดีโอเบรกแดนซ์เต้นตาม กับน้องชาย สมัยนั้นผมเต้นตาม ไมเคิล แจ๊คสัน”

“อย่างวันเด็ก ผมก็ไปขึ้นเวทีที่เขาจัดกิจกรรมวันเด็ก ที่ไหนมีผมก็ไปขึ้นเวทีการประกวด ก็ประกวดไปเรื่อยๆ ได้รางวัลบ้างไม่ได้บ้างตามประสา และก็อย่างเวลาที่โรงเรียนมีประกวดร้องเพลงผมก็ไปร้องเพลงอีก ร้องจนคิดว่าตอนนั้นตัวเองเป็นคนร้องเพลงดีมากๆ เลย(หัวเราะ)”

แต่ความชอบก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย เพราะการประกวดครั้งนั้นผลปรากฏว่าเจ้าตัวตกรอบแรก ทว่าโชคดีที่โปรดิวเซอร์ค่ายอาร์สยาม ณ ปัจจุบันอย่าง “ตึ้ง เรืองยศ พิมพ์ทอง” เห็นแววชวนไปร่วมงานด้วย
“จริงๆ ก่อนหน้านั้นผมเองเคยอยู่วงแกรนด์เอ็กซ์ วงขวดโหล มีพี่โอ๋ ไอศูรย์ วาทยานนท์ มีจอห์นนี่ แอนโฟเน่ พี่เอ อริชัย พี่ไก่ สุธีร์ แสงเสรีชน และมีพี่ๆ ที่ทำอยู่วงขวดโหลตอนนั้น รู้สึกประมาณปี 2527-2529 สำหรับผมก็อาจจะไม่ได้เข้าไปมีบทบาทอะไรในวงขวดโหล แต่ก็คอยอยู่เบื้องหลัง คอยร้องประสานเสียงให้อะไรแบบนี้”

“ตอนนั้นก็ร้องอยู่นานพอสมควร ซึ่งก่อนหน้านั้นก็จะเป็นพวกเจเนอร์เราชั่นใหม่ ต่อมาจากแกรนเอ็กซ์ ตอนนั้นก็มี พี่แจ้ ดนุพร แก้วกาญจน์ มาทำศิลปินรุ่นเด็กๆ ร้องเพลงประสานไปได้สักพัก ทางบริษัทอาร์เอสก็โทรตามให้ไปทำอัลบั้ม”

“รู้สึกประมาณสัก 2-3 เดือน ก็เรียกมาให้ทำอัลบั้มว่า เฮ้ย! ลองทำอัลบั้มของตัวเองดูสิ แต่ตอนนั้นก็ยังจับต้นชนปลายไม่ได้ ว่าเราจะออกมาเป็นแนวลักษณะยังไง พอได้ร้องสำเนียงเสียง ตอนนั้นเราร้องออกแนวไปทางเสียงพี่อิทธิ เพราะเสียงจากออกแนวเบสๆ หน่อย เพราะด้วยความที่เราเคยร้องเพลงเสียงประสานมาก่อน”

“ร้องไปได้สักพักจนสุดท้าย ก็หาทางเจอว่าน่ามาแนวป๊อปร็อกมากกว่า ก็เลยได้มาออกอัลบั้มชุดแรกตอนปี พ.ศ.2533 ชื่ออัลบั้ม สัมผัสทัช เป็นแนวป๊อปร็อกธรรมดา ซึ่งมีเพลงกลัวเบื่อ เป็นเพลงเร็ว และเป็นเพลงแรกที่ทำโปรโมตออกมา จำได้เลยว่า เพลงที่โด่งดังที่สุด ชื่อเพลงมือที่สาม อัลบั้มตอนนั้นยังไม่มีเต้นเลยครับ คือชุดแรกลองทำออกมาก่อน ก็เลยทำให้ พอมีคนรู้จักทัช บ้าง”

“ต่อมาก็ออกอัลบั้มที่ 2 ทัช ธันเดอร์ ตอนปี พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นอัลบั้มที่เริ่มมีชื่อเสียงจริง ๆ ก็ในอัลบั้มชุดนี้แหละ ครับ ที่เปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นนักร้องป๊อป แดนซ์ ผสมกับทำนองแร็พนิด ๆ โดยตอนนั้น เพลงแร็พๆ เพิ่งจะเข้าสู่วงการเพลงเมืองไทย และยังไม่มีใครเต้นเลย ตอนนั้นออกมาเรารู้สึกจะเป็นคนเต้นเจ้าแรกเลยนะ ศิลปินตอนนั้นเท่าที่จำได้ว่าก็ เจตริน วรรธนะสิน ซึ่งออกเพลงในแนวเดียวกัน แต่จำได้ว่าผมออกก่อน แล้วเขาก็ออกอัลบั้มตามมา ตอนนั้นเขาออกอัลบั้มฝากเลี้ยง แล้วก็ยังมีพี่ติ๊ก ชีโร่ด้วย พร้อมๆ กัน แนวเต้นพร้อมๆ กัน”

“ตอนนั้นเลยมีฉายาว่า ทัช มหัศจรรย์ ที่เขาเรียกเราก็คงจะเป็นการเต้น ช่วงนั้นโอ้ย! เบรกดง เบรกแดนซ์ มันเป็นอะไรที่แปลกหูแปลกตาดี”

หากยุคนี้เป็นกระแสเกาหลีฟีเวอร์ ยุคนั้นก็คงจะต้องเป็นยุคของอาร์เอส ฟีเวอร์
“ตอนนั้นเรื่องความดังมันประมาณไม่ได้เลยนะ เพราะทุกคนให้การต้อนรับดีมาก ไม่ว่าเราจะไปเล่นคอนเสิร์ตที่ไหนเขาก็จะไปทุกครั้ง เชื่อไหมขนาดผมไปต่างจังหวัดก็ยังตามไปเต้นกลางสายฝน ฝนตกก็ไม่หนี ก็ยังยื่นเต้นเย้วๆ ชูมือขวาเต้นกันสนุกสนาน(หัวเราะ) พอได้ขึ้นเวทีแล้วไปๆ มาๆ ก็รู้สึกว่ามันเป็นทางของเรา เราก็คิดว่าเราจะยึดเอาทางนี้แหละเป็นทางของเรา ผมเลยได้แจ้งเกิดมาจากการร้องการเต้น โชคดีที่หาตัวเองเจอเร็ว เรามาถูกทางได้เต้นได้ร้อง”

“ส่วนอัลบั้ม รองต๊ะแล๊บแปล๊บ มันเป็นกระแสเลยนะ รองเท้าที่ผมใส่ขายดีไปเลย ไปทางไหนคนก็ใส่ แล้วก็ยังมีแว่นตาบวก ลบ เป็นแว่นตากลมๆ บวกข้างหนึ่ง ลบข้างหนึ่ง (หัวเราะ)เขาก็ไปหาซื้อมาใส่กันเวลามาดูคอนเสิร์ต

“พูดถึงศิลปินในค่ายเดียวกันตอนนั้นก็มี เต๋า สมชาย มีหนุ่ม ศรราม ต่อ ต๋อง วงทู ตอนนั้นเป็นยุคทองของอาร์เอสเลยก็ว่าได้ ปั้นใครก็ดัง จริงๆ ในรุ่นนั้นผมแก่สุด ห่างหนุ่ม ศรราม 4 ปี เต๋าก็ 4ปี ตอนนั้นพอได้ออกอัลบั้มกันครบทุกคนก็ลุยคอนเสิร์ตกันเลย ไปเป็นแพ็คไปทั่วตามต่างจังหวัด ภาคเหนือ ภาคอีสาน ประมาณนี้ ตอนนั้นก็สนุกดีนะ เราได้เที่ยวตามต่างจังหวัดด้วย ได้ร้องเพลง เสร็จจากร้องเพลงได้มาสังสรรค์สนุนสนานเฮฮา กับพวกเพื่อนศิลปิน”

“ตอนนั้นการโปรโมตศิลปินตามต่างๆ จังหวัด ศิลปินพอมาถึงเขาต้องให้ขึ้นรถกระบะนะ แห่รอบเมืองเลย ยืนแห่โบกมือบ๊ายบาย โฆษกก็จะประกาศผ่านโทรโข่งว่า วันเย็นนี้นะจะมีคอนเสิร์ต ตรงนั้นตรงนี้ เวลากี่โมงๆ ก็ว่าไป ซึ่งพวกเราก็จะต้องยืนบนท้ายรถกระบะบ้าง รถ 6 ล้อคันใหญ่ๆ บ้าง เพื่อยืนยันว่าศิลปินมาถึงแล้วนะ”

“แต่ตอนนี้การโปรโมตแบบนั้นไม่ค่อยมีให้เห็นแล้วนะ (หัวเราะ)ตอนนั้นเขาก็มีติดป้ายตามคัตเอ้าท์ ตามแยกในตัวเมืองใหญ่ จะไม่เข้าถึงแฟนเพลงมากมายขนาดนั้น ก็นั่งรถโปรโมตแห่ไปรอบๆ เมือง มีมอเตอร์ไซค์แฟนเพลง ขี่ตามมาด้วย เคยล้มคว่ำก็มี จักรยานก็ขี่ตามกันมาเป็นขบวนเลย”

“ที่สำคัญ แต่ก่อนตามตลาดนัดหรือบริเวณด้านหน้าเวทีคอนเสิร์ตจะมีร้านขายพวกรูปดารามาวางขาย แบกับพื้นบ้าง ตั้งโต๊ะเล็กๆ บ้าง ซึ่งเขาก็จะมีพวกรูปศิลปิน ดาราขายกัน เป็นรูปเล็กๆ ขนาด 2 นิ้วมั้ง รูปนึ่งประมาณใบละ 5 บาท แอบเห็นว่ามีรูปเราด้วย”

“และก็ยังมีสติ๊กเกอร์รูปศิลปินคนอื่นๆ หรือจะโปสเตอร์ขนาดใหญ่ๆ ก็มีนะ ซึ่งถ้าศิลปินคนไหนไปขึ้นคอนเสิร์ตก็จะมีบรรดาแฟนเพลง ถือรูปโปสเตอร์ชูโบกไปมา เราก็จะเห็นบนเวทีว่าเออ นั่นรูปเรานี่ ถ้าสมัยนี้ก็คงจะเป็นพวกป้ายไฟวับ กระพริบๆ ทำเป็นชื่อ หรือทำเสื้อทีมกัน เหมือนเวทีประกวดพวกเดอะสตาร์หรือเอเอฟ ประมาณนั้น(หัวเราะ)”

“ตอนนั้นเราก็ยังไม่ถึงขั้นคิดว่าเราดังขนาดไหนหรอก แค่คิดว่า เรามีแฟนเพลงที่ต้อนรับอบอุ่นก็พอ ตอนนั้นมันเป็นความรู้สึกที่ประทับใจมากจนถึงทุกวันนี้ ผมเล่นคอนเสิร์ตทุกครั้งมันก็มีคนมาให้กำลังใจเยอะมาก มากันทุกนัด เรียกได้ว่าเจ้าภาพจัดไม่มีเจ๊งอะ คนเยอะมาก เมื่อก่อนเวลาศิลปินจะออกอัลบั้มทีหนึ่ง จะทำมิวสิกวิดีโออย่างน้อย 8 เพลง ก็จะต้องถ่ายมิวสิก ลุยถ่ายอย่างเดียว เวลาโปรโมตทีก็จะโปรโมตนานอัลบั้มหนึ่งก็จะนานประมาณ 8 เดือนได้”

“ซึ่งพอเรามีผลงานแน่นอน ตอนนั้นก็กำลังฮิตเลยพวกรายการต่างจะเชิญดารา ศิลปินไปเล่นเกมส์โชว์ เราก็มีการจัดสรรคิวของตัวเองว่า ทางบริษัทเขาก็จดมาให้เลยนะว่าอาทิตย์นี้ วันนี้เราต้องทำอะไรบ้าง จัดสรรเวลาของเราให้ แต่ก่อนเกมส์โชว์ฮิตๆ ก็มีเวทีทอง มาตามนัด อีกหลายๆ รายการ”

จากนักร้องสู่นักแสดง
“ย้อนกลับไปตอนออกอัลบั้มชุดแรก ช่วงนั้นก็เลยได้มีโอกาสมาได้มาเล่นละคร เรื่องดอกกระถินริมรั้ว แล้วก็เล่นเกิดแต่ตม ได้เล่นคู่กับ กบ สุวนันท์ ซึ่งตอนนั้นทางผู้ใหญ่เห็นว่าเราได้ร้องเพลงแล้ว ก็เลยให้ลองมาเล่นละครดู ตอนนั้นผมก็ว่าดีเหมือนกันนะ เพราะว่าตอนนั้นมันเป็นอะไรที่ใหม่ ยังไม่มีศิลปินที่ได้ออกอัลบั้มแล้วมาเล่นละคร แต่ว่าไม่ใช่จู่ๆ จะไปแสดงเลยนะ ก็ต้องมีเตรียมตัวก่อน ต้องไปเรียนการแสดงสักพักใหญ่ๆ เรียนแล้วก็อาศัยประสบการณ์จากในกองถ่าย จำบทอ่านบท ต้องซ้อมแอ็กติ้งอะไรต่างๆ”

“ที่หันมาเล่นละครเพราะตอนนั้นเราพอมีเวลาว่างจากการร้องเพลง การทัวร์คอนเสิร์ตตามต่างจังหวัดสักระยะหนึ่ง ส่วนละครที่ดังๆ เลย น่าจะจำกันได้ คือเรื่องภูตพิศวาท เป็นหนังแนวผีๆ หน่อย เล่นคู่กับ นิ้ง กุลสตรี (เห็นว่าเคยมีข่าวด้วย) ครับๆ แหมอันนี้ข้ามๆ ไปก็ได้ (หัวเราะ)”

“ที่เรื่องนี้เล่นแล้วดังอาจจะเป็นเพราะบทด้วยมั้งครับ บทของละครแล้วก็อาจจะเป็นด้วยตัวพระนาง ช่วงนั้นคุณนิ้ง เขาก็เป็นดารารุ่นใหม่ กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังมาก แล้วก็พี่ได้โอกาสมาเล่นประกบคู่น้องเขา ก็เลยประสบความสำเร็จในละครเรื่องนั้น ก็มีคนชมเขาก็ติดละครเรื่องนี้กัน”

“พอเล่นละครมาสักพัก แล้วก็มีงานถ่ายแบบเข้ามางานเดินแบบด้วยนะตอนนั้นก็มีบ้าง ก็เริ่มได้ถ่ายแบบ ถ่ายแฟชั่น อย่างตอนนั้นก็มีเดอะบอย อิมเมจ ดิฉัน เธอกับฉัน ตอนนั้นผมได้เป็น10 นายแบบยอดนิยมเลยนะ นายแบบรุ่นๆ ตอนนั้นก็มี วิลลี่ แมคอินทอช รู้สึกว่าผมแก่เดือนกว่าเขานิดหน่อย แต่ดูหน้าตาเขาไปก่อนผมแล้วใช่ไหม(หัวเราะ) ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่าได้ทำครบเกือบทุกอย่างแล้ว แต่ช่วงนั้นเราเน้นไปทางละคร”

“อย่างหนังเกิดอีกทีต้องมีเธอเรียกว่าเป็นหนังทำรายได้เลยนะ ฟีคแบคค่อนข้างดีรายได้ถล่มทลายเลย คือเนื้อเรื่องนี้มันก็จะประมาณว่าพระเอก นางเอกตายวิญญาณก็ล่องลอยไป โดยที่ตายไม่รู้ตัว หลังจากนั้นก็ถูกพวกวิญญาณร้ายตามล่า ไปอยู่ในรถไฟผีสิง ถูกตามล่าตลอด ก็ต้องหนีตายมา มีฉากผีดี คอยตามช่วยเหลือ จนสุดท้ายก็จุติไปเกิดใหม่ ซึ่งได้ผู้กำกับพี่ ปรัชญา ปิ่นแก้ว มาทำเขาเป็นคนทำหนังละเอียด หนังเลยประสบความสำเร็จ”

“เกิดอีกทีก็มีเธอ โด่งดังเมื่อปี 2538 ก็เลยมีข่าวกับคุณนิ้งครับ คือแต่ก็ไม่ได้เป็นรักโปรโมตอะไรหรอก ตอนนั้นก็เป็นแฟนกันจริงๆ ครับ ซึ่งคบกันก็นานสักระยะหนึ่ง สุดท้ายก็เป็นเพื่อนที่รู้ใจกันมากกว่า เขาก็โอเคเขาดีกับเราก็คบกันมาได้สักระยะหนึ่ง สุดท้ายก็อืม…เลิกกันดีกว่าเป็นพี่เป็นน้องกัน อาจจะด้วยอะไรๆ หลายอย่าง ตรงนี้ขออนุญาตไม่พูดถึงละกัน(หัวเราะ)”

“พอได้มาเป็นนักร้องและเล่นละครไปได้สักพักใหญ่ เริ่มรู้สึกว่าเหนื่อย เราก็เริ่มงอแง แล้ว มันเหนื่อยมาก งานมันเยอะมากสัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน ผมทำงานตลอดเลยนะ อีกอย่างช่วงนั้นยังเด็กอยู่เลยเพิ่งจะ 20 กว่า ยังไม่คิดอะไรมากเราก็โอ้ย! ทำไมเหนื่อยจังเลย เราก็งองแง งานเยอะ ไหนจะถ่ายแบบ ไหนจะต้องซ้อมเต้น ซ้อมร้องเพลง สารพัดทั้งๆ ที่งานในวงการเป็นความใฝ่ฝันของเรา”

“ตอนนั้นมันมีความคิดที่แทรกเข้ามาว่า เราเองก็อยากมีชีวิตส่วนตัวบ้างนะ อยากไปเที่ยว อยากไปสนุกสนานเฮฮากับเพื่อนๆ บ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังอยากเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงด้วย เพราะเวลาพักผ่อนแทบไม่ค่อยมี แต่ก็ได้พักแค่เป็นช่วงๆ ระยะสั้นๆ”

“พอมีเวลางว่างไม่กี่วันบางทีก็ไปเที่ยว สังสรรค์กับเพื่อนไปต่างจังหวัด ศิลปินในวงการที่สนิทๆ กันตอนนั้นก็มีหนุ่ม ศรราม มีเต๋า สมชาย พวกลิฟท์ ออย ก็สนิทกัน เพราะได้ทำงานร่วมกันบ่อย และก็ยังมีเพื่อนเก่าๆ ที่เรียนหนังสือด้วยกันมาบ้าง”

ด้วยความสำเร็จทั้งชื่อเสียงและเงินทองที่เข้ามาในวัยที่ยังไม่มากนี้เองที่ทำให้เจ้าตัวเลือกเดินทางผิด กระทั่งทำให้เส้นทางชีวิตเปลี่ยนไปแบบพลิกฝ่ามือ (อ่านต่อ : อนาคตบนถนนสายลูกทุ่ง)

คิดถึงจัง – ทัช ณ ตระกั่วทุ่ง

คิดถึงจัง – ทัช ณ ตระกั่วทุ่ง

ทัช ณ.ตะกั่วทุ่ง

ทัช – เงาใครในแววตาเธอ

เพลงลื่น ทัช ณ.ตะกั่วทุ่ง

ใช่ว่าไม่รัก— ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง